โลกของกาแฟช่างกว้างใหญ่ ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆครับ
โดยปกติแล้ว เรามักจะเข้าร้านกาแฟสด เพื่อสั่งกาแฟร้อนหรือเย็นดื่มกันเป็นปกติ ซึ่งโดยทั่วไป กาแฟที่ทำจากร้านกาแฟสดรุ่นใหม่ๆ มักจะทำกาแฟจาก Espresso Machine เป็นหลัก แต่มีร้านกาแฟไม่มากนักที่จะมีทางเลือกให้แก่นักดื่ม ที่ต้องการมากกว่ากาแฟทั่วๆไป เพราะอะไรนั้นหรือครับ ผมคิดว่าเป็นเพราะวิวัฒนาการและความเป็นไปของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในบ้านเราเป็นไปอย่างก้าวกระโดด คือจากกาแฟโบราณ แล้วเข้าสู่กาแฟลักษณะที่เรียกว่าEspresso เลย จะมีบ้างก็เป็นช่วงเล็กๆก่อนที่จะเกิดกระแสบูมกาแฟสดเช่นในปัจจุบัน(เล็กและสั้นจริงๆ คือไม่น่าจะเกิน 3 ปีที่มีกาแฟลักษณะแบบนี้) บ้านเราโดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมา ผมยังทันเป็นเครื่องชงแบบไซฟอน ทำกันในห้างคลังพลาซ่า เมื่อสัก20ปีก่อน สมัยนั้นเห็นวิธีการชงแบบนี้แล้วตื่นเต้นเป็นบ้าเลย และทุกวันนี้ก็ยังคงตื่นเต้นทุกครั้งที่ชงกาแฟด้วยวิธีการไซฟอน (ไว้ว่างๆจะมาเขียนเล่าเรื่องนี้ต่อครับ)
และจากจุดนั้นก็ก้าวข้ามเป็นกาแฟ Espresso กันเลย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม คนไทยถึงมีความเข้าใจในวัฒนธรรมกาแฟสดหรือกาแฟ Espresso น้อยมาก ดูได้จากที่ยังมีลูกค้าจำนวนมากสั่ง เอสเพรสโซ่เย็นกันอยู่ เพราะเราไม่เข้าใจ ว่าจริงๆแล้ว เอสเพรสโซ่ คืออะไร
ผมมองว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ซึ่งผมมักจะยกตัวอย่างเรื่องส้มตำให้ลูกค้าของผมฟังอยู่บ่อยๆ เพราะส้มตำ คือวัฒนธรรมไทย เราคนไทยเข้าใจ ในขณะที่ฝรั่งเห็น แต่ไม่เข้าใจ เช่นบนโต๊ะอาหาร มีตำไทย, ตำลาว, ตำซั่ว, ตำมั่ว, ตำผสม ฯลฯ ถามว่าฝรั่งเห็นแล้วฝรั่งจะตอบว่าอะไร ฝรั่งก็คงตอบว่าทั้งหมดนี้คือ Papaya Salad แต่จะถามว่าฝรั่งแยกออกไหมว่าอะไรคืออะไร ถ้าไม่ใช่ฝรั่งที่อยู่บ้านเรามานาน และรู้จักวัฒนธรรมส้มตำแล้วล่ะก้อ ไม่รู้ไม่เข้าใจ
ในทางกลับกัน เราคนไทย ถึงไม่เข้าใจว่ากาแฟแต่ละตัว แต่ละเมนู คืออะไร เราก็คิดว่า ไอ้น้ำดำๆขมๆหอมๆ นี้ล่ะเขาเรียกว่ากาแฟ (ก็เช่นกันไว้โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่ เรื่องเมนูกาแฟ) เดี๋ยวจะออกนอกประเด็นและหาทางกลับไม่ถูก ^__^ เอ้า กลับมาเรื่องที่จะเล่าให้ฟังกันดีกว่าครับ
วันนี้เลยอยากจะมาเล่าเรื่อง เครื่องชงกาแฟ อีกแบบหนึ่ง ให้ได้รู้จักกัน
Moka Pot
เป็นเครื่องชงกาแฟที่มีถิ่นกำเนิดที่อิตาลี เมื่อประมาณปี 1933 โดยมี นาย Alfonso Bialetti เป็นผู้ประดิษฐ์ หม้อต้มอลูมิเนียม และใช้หลักการของเครื่องดันไอน้ำสร้างเจ้า Moka Pot ขึ้นมา ซึ่งจากวันนั้นจวบจนวันนี้ ลักษณะหม้อต้มตัวนี้ ก็แทบไม่ีเปลี่ยนแปลงเลย จนมีคำกล่าวว่า ในทุกบ้านของคนอิตาลี อย่างน้อยก็ต้องมี Bialetti อย่างน้อย 1 ใบ จึงมองสะท้อนได้ว่า คนอิตาลี คลั่งใคล้กาแฟมากขนาดไหน และปัจจุบันก็มีให้เลือกกันหลากหลายรูปแบบ บางตัวสามารถใส่นมลงไปด้านล่างแล้วทำคาปูชิโน่ได้เลย หรือเป็นแบบมีเสียงนกหวีดเวลากาแฟเดือดเต็มที่ ก็มี
และบางครั้งเราอาจจะเรีัยก เจ้าMoka Pot ว่าเป็นเครื่องชง เอสเพรสโซ่ ขนาดจิ๋ว หรือเครื่องชงเอสเพรสโซ่แบบใช้ในบ้านก็พอได้ เพราะมีลักษณะของการใช้แรงดันน้ำที่เดือดจัด กลั่นกาแฟออกมา แต่ในความเป็นจริง รสชาติที่ได้ไม่เหมือนกันเลย แต่ผมก็ชอบเพราะจะได้อารมณ์ ดิบๆ เข้มๆ คล้ายดูหนังคาวบอยแล้วเห็นเขาต้มกาแฟดื่มกันอย่างงั้นเลยครับ
งั้นเรามาตั้งเตา เริ่มชงกาแฟกันเถอะ^^
ต้องขอสารภาพว่าเมื่อก่อน ไม่ชอบดื่มกาแฟจาก Moka Pot เลย เพราะรู้สึกว่า มีแต่รสขมอย่างเดียว นั่นเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจกาแฟที่ชงแบบนี้ต่างหากล่ะ ขั้นแรกต้องบดกาแฟให้มีความละเอียดที่ถูกต้อง คือบดให้หยาบมากกว่าที่จะชงด้วยเครื่องเอสเพรสโซ่สักหน่อย แต่ก็ยังไม่ละเอียดเท่าที่จะนำไปใช้ชงด้วยวิธีการดริป งงไหมเนี่ย ก็เอาเป็นว่า ใครมีเครื่องบดกาแฟสำหรับชง เอสเพรสโซ่ ก็ให้ปรับผงกาแฟให้หยาบขึ้น เพราะถ้าบดละเอียดไป ผงกาแฟจะไหลออกมากับน้ำกาแฟมากเกินไปทำให้ติดขม และมีโคลนออกมาเยอะ แต่ถ้าหยาบไปก็ไม่สามารถสกัดกาแฟออกมาได้ดี ยิ่งถ้าจะให้ดีมีเครื่องบดมือหมุนดีๆสักเครื่อง ยิ่งทำให้บรรยากาศการร่ำกาแฟ ดูคลาสสิกขึ้นอีกเป็นกอง สองกองเลย 555
เติมน้ำให้ถึงแค่ระดับวาล์วน้ำ อย่าเยอะ ^^ น้ำที่ต้มควรจะเป็นน้ำร้อน เพราะจะได้ไม่ต้องรอกันนานกว่าน้ำจะเดือด ถ้าให้สะดวกควรใช้เครื่องต้มไฟฟ้า เพราะจะยิ่งทำให้เดือดเร็วขึ้น และไม่ต้องคอยกังวลว่าก้น Moka Pot จะดำไหม แต่ที่ผมใช้จะเป็นเครื่องจุดแก๊สขนาดเล็ก ก็ได้อีกบรรยากาศนึง
กาแฟที่บดได้ นำมาใส่กระเปาะให้เต็ม และควรกดให้แน่น นิดหนึ่ง จากประสบการณ์ กดให้แน่น ผลที่ได้จะดีกว่ากาแฟที่ไม่กดครับ แต่ก็ไม่ใช่กดแรงแบบที่ชงเอสเพรสโซ่นะครับ ไม่งั้น น้ำกาแฟคงไม่ไหลออกมาให้ดื่มกันแน่
ประกอบและปิดให้แน่นสนิท ตั้งไฟ รอ………… แล้วกลิ่นกาแฟก็เริ่มโชยออกมา ไม่นานน้ำกาแฟก็ค่อยๆไหล จนเต็มโถด้านบน เอาไฟออก ตั้งรอไว้สักหน่อย รอให้เย็นนิดนึง จากนั้นก็ค่อยๆรินกาแฟออกมาดื่มกัน หากยังติดขมอยู่ก็อาจจะเติมน้ำตาลสักช้อนชา แค่นี้ก็สุขแล้วครับ
กาแฟที่ได้จะมีรสชาติที่เข้มข้นมากๆ จึงสามารถนำไปทำกาแฟเย็นอร่อยๆได้ไม่ยากครับ วิธีการ เมื่อได้น้ำกาแฟจาก Moka มาเติมน้ำตาลลงไปขณะยังร้อนอยู่ น้ำตาลจะได้ละลายง่ายๆ จากนั้นเทไว้ก้นแก้วขนาด 16 Oz. ใส่น้ำแข็งเกล็ดให้เต็ม และรินนมสดตามลงไป เวลาดื่มก็ให้คนให้เข้ากันอีกที แค่นี้ก็ได้ Iced Latte Moka แล้ว
ขอให้สนุกกับการดื่มกาแฟนะครับ
ป.ล. แต่ถ้าคิดว่ายุ่งยาก หรือทำแล้วไม่เวิร์ก ก็แวะมาดื่มได้ที่ร้านครับ ^^ (อดโฆษณาร้านตัวเองไม่ได้ 555+)
ตัวนี้เป็นของยี่ห้อ Bialetti แปลกดี ตรงเวลากาแฟไหลออกมา
จะไหลเหมือนกลั่นช็อต เอสเพรสโซ่เลย ^^







ใช่เลยครับ ความละเอียดของกาแฟกับเครื่องชงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจมากๆครับ
ส่วนเครื่องชงแต่ละแบบก็มีสไตล์และรสชาติเป็นของตัวเอง
อย่าง moka pot หรือ ไซฟอน นั้นอุณหภูมิของกาแฟหลังชงก็เป็นเรื่องสำคัญครับ
หากดื่มทันที หลังจากชงเสร็จย่อมสัมผัสรสขมแน่นอนครับ หากลองปล่อยให้เย็นลง หรือเทใส่แก้วแล้วหากระติกน้ำแข็งรองเพื่อเร่งเวลาการเย็นตัวลง ก็จะสัมผัสรสชาติได้ดียิ่งขึ้น โดยรสที่ออกมาจะ เริ่มหวานขึ้นและมีacidity ที่ใต้คางซึ่งผมว่าจะเป็นจุดที่ผมชอบเวลาดื่ม moka potครับ
แต่หลังเย็นลงเรื่อยๆๆๆ จากนั้นรสชาติจะออกไปทางเปรี้ยวขึ้นๆครับ
ซึ่งช่วงที่เหมาะสมน่าจะเป็น สิบถึงสิบห้านาทีหลังต้มกาแฟเสร็จครับ ได้รสยังไงชอบไม่ชอบก็บอกเล่ากันนะครับ